คู่มือนำเที่ยว

ทุ่งไหหิน

 

บุญมี เทพศรีเมือง

พ.ศ. 2547

แปลจากฉบับภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย

โดย

ธงชัย อรรจนพงศา

อาจารย์ภาควิชาภาษาตะวันตก

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

กรรมการศูนย์อินโดจีนศึกษา

วิทยาลัยบริหารรัฐกิจ

มหาวิทยาลัยบูรพา ชลบุรี

กุมภาพันธ์ 2551
คำนำ

                                    ไหหินที่ทุ่งไหหินแขวงเชียงขวงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษชาวลาวเมื่อหลายพันปีมาแล้ว ไหหินโบราณเหล่านี้เป็นผลงานจากจินตนาการและศรัทธาในยุคนั้น เป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์อันยิ่งใหญ่ของโลก เป็นมรดกอันล้ำค่าที่ตกทอดมาถึงชาวลาวในยุคปัจจุบัน และเป็นหลักฐานที่ทรงคุณค่าควรแก่การศึกษาถึงอารยะธรรมลาวโบราณ ประวัติศาสตร์และศิลปะ และแง่มุมทางสังคมอื่น ๆ ของลาว

                                    ในอดีตมีข้อมูลเกี่ยวกับไหหินในทุ่งไหหินนี้น้อยมากไม่มีทั้งรูปภาพและเอกสารที่กล่าวถึงและน้อยคนที่รู้เรื่องเกี่ยวกับไหหินนี้ ผมและกลุ่มผู้สนใจโชคดีที่มีโอกาสได้ไปสำรวจทุ่งไหหิน 3 แหล่ง ซึ่งเป็นบริเวณที่ได้กู้ระเบิดที่หลงเหลือจากสงครามเรียบร้อยแล้ว สมาชิกทุกคนในกลุ่มรู้สึกพิศวงเมื่อเห็นไหหินจำนวนมากมายที่สร้างโดยบรรพบุรุษของชาวลาวเมื่อหลายพันปีมาแล้ว ผมถ่ายรูปไว้หลายรูปเท่าที่จะมากได้เพื่อจัดเก็บเป็นคลังข้อมูลทางมรดกและวัฒนธรรมลาวโบราณ

                                    ผมขอขอบพระคุณเจ้าหน้าที่ของแขวงเชียงขวงที่อำนวยความสะดวกและนำทางเราไปเยือนทุ่งไหหินในแขวงเชียงขวง ขอขอบพระคุณคุณภูวงศ์ ทรงวิไล  ผู้อำนวยการกรมแผนงานและความร่วมมือ  คุณทองพูน รองผู้ว่าของเมืองปากเซ คุณภูวัน ดาราแสง หัวหน้าสำนักงานวัฒนธรรม ซึ่งขณะเกี่ยวกันก็ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคภาคสนามเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับไหหินที่แขวงเชียงของ พร้อมกันนี้เราขอขอบพระคุณเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของบ้านเชียงดีและบ้านนาโคทุกท่านที่ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกจนภารกิจการสำรวจของเราลุล่วงไปด้วยดี

                                    หลังจากเก็บข้อมูลจากการไปเยือนทุ่งไหหินในแขวงเชียงขวงแล้ว ผมได้ทำการวิจัยเพิ่มเติมร่วมกับเจ้าหน้าที่อาวุโสของกรมพิพิธภัณฑ์และโบราณคดี กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมรดกไหหินเหล่านี้รวมทั้งการแปลความหมายทางประวัติศาสตร์ของไหหินในทุ่งไหหินดังกล่าว ความรู้จาการเยือนและจากการวิจัยเหล่านี้ผมใคร่จะเผยแพร่ให้สาธารณชนรับทราบ พร้อมถือโอกาสนี้กราบขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่มีส่วนในการเก็บรวบรวมข้อมูลและการอภิปรายที่นำไปสู่การจัดทำหนังสือนำเที่ยวเล่มนี้ โดยเฉพาะดร. ทองสา ไชยวงศ์คำดี ผู้อำนวยการ กรมพิพิธภัณฑ์และโบราณคดี คุณบุญหอม จันทมาศ รองผู้อำนวยการ  คุณเวียงแก้ว สุขสวัสดิ์ หัวหน้ากองโบราณคดี  คุณสำราญ หลวงอภัย  รองหัวหน้ากองโบราณคดี  และคุณแคททรีน  เรย์มอนด์  นักโบราณคดีที่ปรึกษาโครงการสำรวจศิลปวัตถุโบราณ ขอขอบคุณ  คุณทองประจัน  แก้วเมืองคูณ  ที่ช่วยพิสูจน์อักษรหนังสือนำเที่ยวเล่มนี้ ความช่วยเหลือจากบุคคลดังกล่าวได้ทำให้การจัดทำหนังสือนำเที่ยวเล่มนี้ประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี

                                    เฮาหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะทำให้ทุกๆท่านเฮือนทุ่งไหหินด้วยความสุข ชื่นมื่นเด้อ!

ประกาศคุณูปการ

ขอขอบพระคุณ

                               คุณจันทพร  ไชยกุมาร

คุณชาร์ล  เอ  จีนนอเรท

ที่ได้ช่วยเหลือข้าพเจ้าในการแปลหนังสือเล่มนี้

จากภาษาลาวเป็นภาษาอังกฤษ

                                                                                                    

                                                                                      บุญมี เทพศรีเมือง

         ผู้เขียน

 

ที่ตั้งทุ่งไหหิน

ทุ่งไหหินเป็นที่ราบสูงกว้างใหญ่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร ตั้งอยู่ในแขวง

เชียงขวงทางภาคเหนือของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่ราบสูงนี้ได้ชื่อว่า “ทุ่งไหหิน”  ก็เพราะบริเวณนี้มีไหที่สกัดจากหินจำนวนมากตั้งอยู่ จากการสำรวจในระยะแรกเริ่มพบว่ามีไหตั้งอยู่เป็นกลุ่มประมาณ 60 กลุ่ม กระจายทั่วไปในที่ราบสูงนี้ กลุ่มไหที่พบอยู่กลางที่ราบสูงเรียกว่า ไหหินในทุ่งหมายเลข 1  ไหหินในทุ่งหมายเลข 2  และไหหินในทุ่งหมายเลข 3  ส่วนที่เหลือกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆบริเวณรอบนอกทุ่งไหหิน

กลุ่มไหหินที่ได้สำรวจและลงทะเบียนไว้แล้วมีเพียง 3 กลุ่มคือ  ไหหินในทุ่งหมายเลข 1  ทุ่งหมายเลข2 และไหหินในทุ่งหมายเลข 3 ส่วนที่เหลือยังสำรวจไม่ถึงเพราะบริเวณพื้นที่ยังปกคลุมด้วยพุ่มไม้รกชัฏและมีทุ่นระเบิดที่หลงเหลือจากสงครามอินโดจีนฝังอยู่ทั่วไป ทำให้ยากต่อการสำรวจ  ทุ่งไหหิน 3 กลุ่มที่ได้สำรวจและลงทะเบียนไว้แล้วมีดังต่อไปนี้

 

ทุ่งไหหินหมายเลข  1

 

ทุ่งไหหินหลายเลข 1 นี้ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านอ่างระหว่างเมืองโพนสวรรค์ (เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของแขวงเชียงของ) และเมืองคูน (เมืองหลวงเก่า) ตามถนนหมายเลข 1 ห่างจากเมืองโพนสวรรค์ไปทางใต้ 6 กิโลเมตร ทุ่งไหหินหมายเลข 1 นี้  มีไหหิน 334 ใบพบกระจัดกระจายเป็นกลุ่มในบริเวณประมาณ 150 ไร่ ไหเหล่านี้มีขนาดใหญ่และสลักด้วยฝีมือประณีตกว่าไหที่พบในบริเวณอื่น ใบใหญ่ที่สุดคือไหหินหมายเลข 92 มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 เมตร เส้นรอบวง 8.76 เมตร ส่วนใบอื่น ๆ ส่วนใหญ่มีขนาดเล็กกว่าไหใบนี้เล็กน้อย ทุ่งไหหินหลายเลข 1 นี้จึงเรียกกันอีกชื่อว่า  “เนินไหใหญ่”

ไหส่วนใหญ่พบที่เนินเล็ก ๆ ทางทิศตะวันตก ตะวันตกเฉียงใต้และทิศใต้ของเนินไหใหญ่ โดยทางทิศใต้จากเนินไหใหญ่ประมาณ 600 เมตร มีไหตั้งอยู่ติดๆกันประมาณ 200 ใบ ส่วนที่เหลือพบเป็นกลุ่ม ๆ ละ 2 – 6 ใบรอบเนินไหใหญ่ บางใบก็ตั้งอยู่โดดเดี่ยว ไหหินในทุ่งไหหินหลายเลข 1 นี้ มีลักษณะต่างจากไหที่พบในบริเวณอื่น ตรงที่ปากไหนั้นมีลักษณะกลมเป็นวงแหวนนูนขึ้นสามารถครอบด้วยฝาได้

 

ทุ่งไหหินหมายเลข  2

 

                                    ทุ่งไหหินหมายเลข 2 ตั้งอยู่ที่บ้านนาโค  เมืองปากเซ หมู่บ้านนื้ประกอบด้วยชนเผ่าลาวลุ่ม  (ลาวเดิม)  ทุ่งนี้มีไหที่พบจำนวน 93 ใบ ตั้งอยู่บนเนิน 2 ลูกทางทิศใต้ของบ้านนาโนประมาณ 2 กิโลเมตร และจากถนนลูกรังตรงตีนเนิน ประมาณ 300 เมตร เนินเขาลูกแรกนั้นพบมีไหเป็นจำนวนมาก

                                    ทีมสำรวจของเราที่ไปเยือนทุ่งไหหินหมายเลข 2 ได้รับความสะดวกและการนำทางจากทั้งเจ้าหน้าที่เมืองปากเซและบ้านนาโค  คุณฑิตศีล  ดวงสวรรค์ (วัย 43 ปี ขณะนั้น) นำเราไปยังที่ตั้งของไหหิน ส่วนคุณทองพูน รองผู้ว่าเมืองปากเซ และคุณภูวัน ดาราแสง หัวหน้าสำนักงานวัฒนธรรมของเมืองปากเซเป็นมัคคุเทศก์นำทีมสำรวจไหหิน  คุณภูวันนั้นยังทำหน้าที่เป็นช่างเทคนิคสำรวจภาคสนามของทีมเราด้วย 

 

ไหหินบนเนินเขาลูกที่สอง  บ้านนาโค

                                    เนินเขาลูกที่สองของบ้านนาโคนั้นอยู่ทางทิศตะวันตกของเนินลูกแรก มีขนาดเล็กกว่าลูกแรก และไหที่พบมีจำนวนน้อยกว่าที่เนินลูกแรก แต่ที่พิเศษสำหรับเนินลูกที่สอง คือ เนินนี้มีไหขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาไหในทุ่งไหหินทั้งหมด ไหใบนี้สูง 3.24 เมตร ทำให้เป็นไหที่สูงที่สุดในทุ่งไหหินและอาจเป็นไหที่สูงที่สุดในโลกก็ได้

 

ทุ่งไหหินหมายเลข  3  บ้านเชียงดี

 

                                    ทุ่งไหหินหมายเลข 3 ตั้งอยู่บนเนินเขาลูกหนึ่งใกล้บ้านเชียงดี เมืองปากเซ โดยทั่วไปเรียกทุ่งไหหินนี้ว่า เนินบ้านเชียงดี หมู่บ้านเชียงดีประกอบด้วยชาวลาวเผ่าลาวลุ่มในที่ราบลาดแสนทางใต้ของเมืองโพนสวรรค์ เมืองหลวงของแขวงเชียงขวงประมาณ 20 กิโลเมตร

                                    ทีมของเราไปสำรวจทุ่งไหหินที่บ้านเชียงดี เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2546 โดยทางรถยนต์จากโพนสวรรค์ไปบ้านียงดีตามถนนหลายเลข 1 ที่เชื่อมเมืองโพนสวรรค์ กับเมืองคูณ เลี้ยวขวาที่หมู่บ้านลาดฮ่วงไปทางใต้ตามถนนบนที่ราบลาดแสน ประมาณ 10 กิโลเมตร เพื่อไปสู่บ้านเชียงดี สู่จุดหมายของเราคือทุ่งไหหินหมายเลข 3

                                    บ้านเชียงดีประกอบด้วยครัวเรือน 42 ครัวเรือนเป็นชาวลาวลุ่ม มีวัดทางพุทธศาสนา 1 วัด กลางลานวัดมีกระท่อม 1 หลังใช้เป็นที่แสดงงานศิลปหัตถกรรมท้องถิ่น และเป็นที่รับรองแขกที่มาเยือนทุ่งไหหินหมายเลข 3 คุณแสงจันทร์ ฮุ่นวลสา ผู้ใหญ่บ้านให้การต้อนรับและนำเราไปที่ตั้งของไหหิน คุณทองพูนและคุณภูวัน คอยดูแลให้ความสะดวกแก่ทีมเราตลอดการเดินทาง

                                    เราเริ่มเดินทางจากบ้านเชียงดี  ข้ามสะพานไม้ไผ่ที่ชาวบ้านสร้างข้ามแม่น้ำน้ำแสน (แม่น้ำสายเล็กๆที่มีต้นน้ำจากที่ราบลาดแสนไหลผ่านบ้านเชียงดีสู่บ้านหอกลางที่นางาม แล้วไหลลงสู่หุบเขาภูลางแล้วก่อตัวเป็นน้ำตกตาดลาง) เมื่อข้ามสะพานแล้วเราตัดมุ่งนาเล็กๆตรงไปยังทุ่งไหหินหมายเลข 3

 

ข้อมูลเกี่ยวกับไหหินในทุ่งไหหินหมายเลข 3

 

                                    ทุ่งไหหินหมายเลข 3 นี้ที่บ้านเชียงดี มีบริเวณกว้างขวาง มีไหจำนวน 292 ใบ แยกเป็น 7 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ ที่บ้านเชียงดีจัดเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดประกอบด้วยไห 194 ใบ กลุ่มที่ 2 บ้านโนนธาตุมีไห 16 ใบ กลุ่ม 3 บ้านห้วยมืด มีไห 32 ใบ กลุ่ม 4 ที่บ้านไฟ มีไห 30 ใบ กลุ่มที่ 5 ที่โนนนาน้อยมีไหเพียง 1 ใบ กลุ่ม 6 เดือนนกแเอ่น มี 5 ใบ และกลุ่ม 7 ที่ข้างนาขามมี 8 ใบ

                                    ไหหินในทุ่งหมายเลข 3 นี้ มีขนาดตั้งแต่เล็กจนถึงขนาดกลาง บางใบอยู่ในสภาพที่แตกหักซึ่งอาจเป็นเพราะระเบิดในช่วงสงคราม แต่โชคดีที่ไม่มีระเบิดลูกใดตกลงที่ไหโดยตรง ลูกที่ตกใกล้ไหที่สุดนั้นห่างจากไหประมาณ 5 เมตร

 

แหล่งผลิตไหหิน

                                    มีร่องรอยให้เห็นว่าไหหินเหล่านี้ผลิตที่ห้วยหลวง ทางใต้ของทุ่งไหหินหมายเลข 3 ประมาณ 10 กิโลเมตร

                                    ห้วยหลวงอยู่ทางใต้ของทุ่งหมายเลข 3 เป็นลำธารเล็ก ๆ ระหว่างทุ่งหมายลเข 3 และภูเขาลูกหนึ่ง มีร่องรอยการขุดหินเพื่อสกัดเป็นไห  บริเวณนี้พบหลุมลึก ประมาณ 15 ซม. ทิ้งร่องรอยการสกัดไหหินที่ยังไม่เสร็จ ทำไมไหใบนี้จึงยังสกัดไม่เสร็จล่ะ ยังไม่มีคำตอบในขณะนี้

 

ประวัติของไหหิน

 

หลักฐานทางประวัติศาสตร์

                                    ประวัติของไหหินยังคงเป็นเรื่องลึกลับอยู่ ชาวบ้านสูงอายุเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ไหเหล่านี้เป็นไหใส่น้ำเมาของเจือง “เจืองเป็นใครล่ะ”  มาจากไหน ไหนนี้สร้างเมื่อไร สร้างทำไม

                                    ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนสำหรับคำถามนี้

                                    ประวัติของขุนเจีองผู้พิชิตและผู้ครองอาณาจักรเมืองพวน มีปรากฏในเอกสารหลายแหล่ง แหล่งหนึ่งคือ จากพงศาวดารลาว (ประวัติศาสตร์ลาวโบราณ) ซึ่งกล่าวถึงขุนเจืองโอรสองค์สุดท้ายของขุนบรมแห่งอาณาจักรอ้ายลาว ซึ่งต่อมาเรียกว่าอาณาจักรหนองแส (น่านเจ้า) อีกแหล่งคือพงศาวดารโยนก (ประวัติศาสตร์โยนก) ที่กล่าวถึงขุนเจือง โอรสองค์แรกของขุนจอมธรรมเจ้าผู้ครองแคว้นพะเยา  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโยนก ขุนเจืองทั้ง 2 ท่านนี้แตกต่างกันทั้งกำเนิดและประวัติ

                                    1.  ขุนเจืองในพงศาวดารลาว ซึ่งต่อมาเรียกประวัติศาสตร์ลาวซึ่งเขียนโดย มหาศิละ วีระวงศ์  กล่าวว่า ขุนเจืองเป็นโอรสองค์ที่ 7 ของขุนบรมกษัตริย์แห่งอาณาจักรอ้ายลาวหรือหนองแส ซึ่งคนจีนโบราณเรียกว่า อาณาจักรน่านเจ้า ขุนบรมส่งโอรสทั้ง 7 ไปครองแคว้น

ต่าง ๆ ในอาณาจักรอ้ายลาว (ราว พ.ศ.1280)  ขุนเจืองนั้นไปครองเมืองพวน (เชียงขวง) ขุนโล้ โอรสองค์โตของขุนบรมไปครองเมืองว้า (ต่อมาคือหลวงพระบาง) ประวัติศาสตร์ลาวไม่ได้กล่าวถึงการสร้างไหหินเพื่อหมักน้ำเมาแต่อย่างใด

                                    2.  หนังสือโบราณเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ลาวกล่าวถึงท้าวเจืองหรือขุนเจืองในนามว่า “ท้าวฮุ่ง – ท้าวเจือง”   ประวัติศาสตร์กล่าวว่าขุนเจืองได้นำกองทัพสู้กับกองทัพจากเมืองพุกาม (พม่าโบราณ) แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นปีไหน

                                         ขุนเจืองตามประวัติศาสตร์ลาวสอดคล้องกับขุนเจืองตามพงศาวดารโยนก  ซึ่งพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค)  แปลจากหนังสือธรรมล้านนาในภาษาไทย ซึ่งต่อมาเรียกว่าพงศาวดารโยนก พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือวชิรญาณ พ.ศ.2441 – 2442   พิมพ์ครั้งที่หกเมื่อ พ.ศ. 2515 ผู้เขียนหนังสือนำเที่ยวทุ่งไหหินเล่มนี้ ใช้ฉบับพิมพ์ครั้งที่หก เป็นหลักฐานอ้างอิงในการวิจัย

                                    พงศาวดารโยนกกล่าวว่า ขุนเจืองเป็นโอรสองค์แรกของขุนจอมธรรม ผู้ครองนครพะเยา ซึ่งเป็นแคว้นหนึ่งของอาณาจักรโยนก ขุนจอมธรรมเป็นโอรสองค์ที่ 2 ของพระเจ้าลาวเที่ยง กษัตริย์แห่งอาณาจักรโยนกหรือหิรัญนคร- เงินยาง  ซึ่งเป็นนครหลวงของอาณาจักรโยนก ขุนเจืองประสูติเมื่อ พ.ศ.1642 เมื่ออายุ 21 ปีก็ขึ้นครองเมืองแทนพระบิดาที่สิ้นพระชนม์  หลังครองราชย์ได้ 6 ปี อาณาจักรโยนกก็เกิดสงคราม

                                    กองทัพจากอาณาจักรพุกามในบริเวณอ่าวโตคินได้เข้าโจมตีหิรัญนคร –เงินยางราชธานีแห่งอาณาจักรโยนกของพระอัยกา (ปู่)ของขุนเจือง  ขุนเจืองได้ยกทัพไปต่อสู่อย่างห้าวหาญจนกองทัพพุกามถอยกลับไป ขุนเจืองยกทัพติดตามเข้าตี และยึดเมืองพุกามและเมืองรอบๆได้ จากนั้นก็ตั้งตนเป็นกษัตริย์แห่งพุกาม และส่งแม่ทัพนายกองไปครองดินแดนต่าง ๆ ที่ยึดได้ เช่น เมืองว้า (หลวงพระบาง)  เมืองพวน (เชียงขวง)  ขุนเจืองครองพุกามเป็นเวลา 14 ปี เมืองพุกามก็ถูกกองทัพของคีเมนจากทางเหนือโจมตี ขุนเจืองได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ครั้งนี้และเสียชีวิตในที่รบในปีแรกของสงคราม พงศาวดารโยนกไม่ได้กล่าวถึง การสร้างไหหินเพื่อหมักน้ำเมาเพื่อฉลองชัยชนะของขุนเจืองแต่ประการใดเลย

                                    ถ้าเราคำนวณอายุแล้วจะเห็นขุนเจือง โอรสของขุนบรมมีอายุ 1290 มีในปีนี้ (2546) แต่ขุนเจืองโอรสของจุนจอมธรรมมีอายุ 900 ปี แต่หลักฐานทางโบราณคดีและธรณีวิทยาระบุว่า ไหหินในทุ่งไหหินนั้น อายุอย่างน้อยก็ 2500 ปี  ซึ่งพอสรุปได้ว่า ไหเหล่านี้ไม่ได้สร้างโดนขุนเจืองหรือสร้างเพื่อขุนเจืองแต่อย่างใด

 

 

แล้วใครล่ะที่สร้างไหหินเหล่านี้

 

ตามหาและแกะรอยผู้สร้างไหหิน

 

                                    ที่ราบสูงของทุ่งไหหินยังคงเป็นความลับอยู่ ไม่ง่ายเลยที่จะเข้าใจว่าทำไมจึงสร้างไหหินมากมายเหล่านี้ขึ้นมา ที่ราบสูงเขียงขวงซึ่งพบไหหินหลาย ๆ กลุ่มนั้นตั้งอยู่ไม่ไกลจากเทือกเขาภูเลยในแขวงหัวพาน ที่นี่มีการค้นพบซากมนุษย์ดึกดำบรรพ์อายุราว 500,000 ปี นี่อาจเป็นร่องรอยของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกก็ได้

                                    จากการศึกษาทางด้านต่างๆพบว่าซากสิ่งมีชีวิตโบราณในแถบลุ่มแม่โขงนั้นมีอายุอย่างน้อย 200 ล้านปี แถบลุ่มแม่โขงนี้เป็นส่วนหนึ่งของทวีปอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เรียกว่า “โลกเอเชีย”  ที่นี่ได้มีการขุดพบขุดพบซากสิ่งมีชีวิตที่เป็นอาหารของมนุษย์และซากไดโนเสาร์อายุประมาณ 150 – 200 ล้านปี  ขณะนั้นดินแดนที่เป็นสยาม (ไทย) กัมพูชา และเวียดนามยังจมอยู่ใต้ทะเล

                                    กาลเวลาและภูมิอากาศเปลี่ยนไป ไดโนเสาร์ได้หายไปจากโลก สัตว์อื่นๆ ปรากฏขึ้นแทนที่ บริเวณนี้เมื่อประมาณ 5000,000 ปีมาแล้วมนุษย์เริ่มปรากฏขึ้น จากการศึกษายังพบอีกว่า ดินแดนที่เรียกว่า สุวรรณภูมิหรือคาบสมุทรอินโดจีน โดยเฉพาะที่ลุ่มแม่โขง เคยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการงระหว่างชวาและปักกิ่งประมาณ 400,000 ปีมาแล้ว

                                    ซากโครงกระดูกมนุษย์ที่ถ้ำผาเลยจังหวัดหัวพานที่ค้นพบโดยชาวฝรั่งเศส อี. ซอเรน ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์อยู่อาศัยบริเวณนี้ประมาณ 500,000 ปีมาแล้วในลักษณะสังคมแบบก่อนอารยะในยุคหินเก่า มีการค้นพบซากโครงกระดูกมนุษย์ในยุคเดียวกันนั้นที่ฮัวบิ๋น และดองซอนทางภาคเหนือของเวียดนาม มนุษย์ในยุคนี้ (ระหว่าง 500,000 ปีจนถึง 20,000 ปีก่อนคริสตศักราช)  อาศัยอยู่ตามถ้ำ  ชะง่อนหิน และยังชีพด้วยการล่าสัตว์และเก็บอาหารป่า

                                    ถัดมาเป็นยุคหินกลาง ซึ่งเป็นระยะเวลา 20,000 ปี ถึง 8,000 ปีก่อนคริสตศักราช  มนุษย์ยุคนี้เริ่มรู้จักการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ตั้งบ้านเรือนในที่โล่ง ที่ราบ และที่ราบระหว่างหุบเขา รู้จักทำเครื่องมือ และอาวุธที่ใช้ป้องกันตัวแบบง่ายๆ ได้แก่หินที่ทำให้แหลมคม หินที่ที่จับ และเครื่องมือหินอื่น

ในยุคหินใหม่ (8,000 – 6,000 ปี ก่อนคริสตศักราช) มนุษย์เริ่มรู้จักการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และเริ่มประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ง่าย ๆ ที่มีปลายแหลมคมเช่น ขวาน มีด หอกสำหรับล่าสัตว์และป้องกันตัวและใช้งานอื่น ๆ เครื่องมืออาวุธดังกล่าวพบตามถ้ำหลายแห่งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและในที่ราบสูงโคราชภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ของไทย

                                    ซากโครงกระดูกและกะโหลกมนุษย์โบราณที่พบในลาว มีลักษณะเหมือนกับซากที่พบในเกาะชวาของอินโดนีเซีย มนุษย์เหล่านี้อาจเคยอยู่รวมกันในบริเวณคาบสมุทรอินโดจีนประมาณ 8,000 – 6,000 ปีก่อนคริสตศักราช ก่อนที่จะแยกย้ายฝ่ายไปตั้งถิ่นฐานในที่อื่น ๆ บางกลุ่มเคลื่อนย้ายไปทางเหนือ บางกลุ่มไปทางใต้ บางกลุ่มยังคงอยู่ในที่ที่เคยอยู่เิมไม่โยกย้ายไปไหน

                                    จากยุคหินใหม่ สู่ยุคสังคมเผ่าชึ่งอยู่ในช่วงเวลา 6,000 ปี ก่อนคริสตศักราชเป็นต้นมา วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ยังดำเนินต่อไป จากการอาศัยอยู่ตามถ้ำ ชะโง่นหิน มาสู่สร้างบ้านเรือนในที่โล่งและที่ราบ เหมือนที่พบได้ทั่วไปในที่ราบสูงเชียงขวงและที่ราบสูงโคราชในลุ่มแม่น้ำโขงใต้  เวลาผ่านไปมนุษย์ก็เริ่มแยกออกเป็นกลุ่ม ๆ และสร้างหมู่บ้านและเมืองขึ้นมา แต่ละเมืองก็ประกอบด้วยหมู่บ้านและมีผู้นำเพื่อปกครองชุมชนและในที่สุดก็ก้าวสู่การเป็นนครรัฐ

                                    ไหหินที่ค้นพบบริเวณนี้สร้างขึ้นในยุคโลหะ โดยใช้เครื่องมือสกัดและแกะเป็นรูปร่างไหอย่างที่เห็น ประมาณกันว่าไหหินที่ทุ่งไหหินในแขวงเชียงของนั้นมีอายุ 3,500 – 2,500 ปี

                                    จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นประกอบกับข้อมูลจากการศึกษาโบราณคดีเผ่าพันธุ์  ชาติพันธุ์มนุษย์แยกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

                                    -  ผิวขาวหรือคอเคซอยด์

                                    -  ผิวเหลืองหรือมองโกลอยด์

                                    -  ผิวดำหรือนีโกรลอยด์

                                    -  ผิวเข้มหรือออสเตรลอยด์

 

                                    เป็นไปได้สูงว่าดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นถิ่นฐาน

            ของมนุษย์  2 พวกใหญ่ ๆ คือ มองโกลอยด์และออสเตรลอยด์ ต่อมาก็แยกย้ายกันไป

           พวกที่ย้ายไปทางเหนือ กลายเป็นมองโกลอยด์ พวกที่ย้ายไปทางใต้ได้กลาย

          เป็นออสเตรลอยด์อย่างชัดเจน พวกที่ไม่ย้ายไปไหนเป็นเผ่าดั้งเดิมที่เรียกว่า

          ลาว หรืออ้ายลาว ซึ่งต่อมาผสมกับเผ่าอื่น ๆ จากทิศตะวันตก

 

                                    ลาวปัจจุบันประกอบด้วย กลุ่มคนเหลายเชื้อพันธุ์ กลุ่มใหญ่ที่สุดเรียกว่า ลาวเดิมหรือลาวลุ่ม กลุ่มใหญ่รองลงมาเรียกว่า มอญ-เขมรที่เรียกว่า ลาวทุ่ง  ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มย่อยหลายกลุ่ม กลุ่มที่ 3 เรียกว่า ม้ง-เย้า นอกจากนั้นแล้วลาวยังมีชนเผ่าต่าง ๆ ที่ย้ายมาจากทางเหนือเมื่อ 200 ปีที่แล้ว

                                    ลาวเดิมนั้นเป็นผ่าที่สืบเชื้อสายโดยตรงจากเผ่าดั้งเดิมที่เคยตั้งถิ่นฐานในลุ่มแม่โขงที่ลุ่มแม่โขงตอนบน (ยูนานในประเทศจีน  และลุ่มแม่โขงใต้ตามลุ่มแม่น้ำโขงโดยทางในบริเวณที่ราบสูงเชียงขวงและที่ราบสูงโคราช)

                                    พงศาวดารจีนโบราณลาวกล่าวถึงลาวเดิมหรือลาวลุ่ม (เดิมเรียกว่าอ้ายลาว) หลายแห่ง แห่งหนึ่งกล่าวถึงดินแดนของอ้ายลาวว่าในปีที่ 23 ของกษัตริย์เฉียนอู่ (ค.ศ.43) กษัตริย์อ้ายลาวพระนามว่าหูลี่ได้นำทัพไปตีแคว้นลูเชียง และยึดเมืองลูเชียงได้

                                    ประวัติศาสตร์จีนกล่าวว่า ลาวโบราณหรือที่จีนเรียกว่า อ้ายลาว นั้น ตั้งถิ่นฐานที่ลุ่มแม่โขงตอนบนหลายพันปีมาแล้วและครอบครองลุ่มแม่โขงตอนบน (ยูนาน) เป็นเวลานาน

                                    ข้ออ้างอิงจากประวัติศาสตร์จีนส่วนนื้สอดคล้องกับงานเขืยนเกี่ยวกับอาณาจักรอ้ายลาวของมองซิเออร์เทอเรียน เรื่องอาณาจักรอ้ายยลาว สรุปเนื้อหาได้ดังนี้

                                    ประมาณ 100 ปีก่อนคริสตศักราช จักรพรรดิราชวงศ์ฮั่นของจีนนามว่า วู่ตู้ ได้นำกองกำลังและขุนนางมาสำรวจเมืองเถนหรือเถียน หรือที่คนจีนเรียกว่า อันนัมในขณะนั้น เมืองหลวงของอันนัมมีชื่อว่า เบ๋ไง๋ หรือ (พีไง๋) กษัตริย์มีพระนามว่านามว่า ขุนแม็ง (ขุนเมือง) นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมีการบันทึกความสัมพันธ์ะหว่างจีนกับอันนัม

                                    ปี พ.ศ. 590 กองทัพจีนได้เข้ามาโจมตีและยึดเมือง 77 เมืองตามน้ำแยงซีได้ครัวเรือน 51,890 ครัวเรือนซึ่งประกอบด้วยคนจำนวน 553,711 คน ในปี พ.ศ. 593 กษัตริย์อ้ายลาวนามว่า เหี้ยนลี่ได้ยอมถวายเครื่องบรรณาการแก่จีนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้น ประชากรกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งได้ย้ายไปทางใต้สร้างเมืองใหม่ขึ้นบริเวณแม่น้ำโขงเรียกว่า  ยวนชางหรือยวนเชียง แต่ก็ยังคงถวายเครื่องบรรณาการให้อาณาจักรอ้ายลาวอยู่ โดยจ่ายเป็นเกลือหรือเสื้อหนาว (2 ตัว ต่อประชากร1 คน) ต่อมายวนเชียงได้ขยายตัวขึ้นสร้างเมืองใหญ่ขึ้นอีกหลายเมือง ต่อมายวนชางได้กลายเป็นอาณาเขตยวนเชียงโยนก ซึ่งต่อมาก็แยกตัวจากอาณาจักรอ้ายลาว ส่วนอาณาจักรอ้ายลาวนั้นต่อมาเรียกว่าอาณาจักน่านเจ้า ในสมัยสามก๊ก ขงเบ้งหรือจูกัดเหลียงได้มาที่

อันนามในปี พ.ศ. 763 และเสียชีวิตในปี พ.ศ. 775

                                    อาณาเขตของอาณาจักรน่านเจ้าจดดินแดนต่าง ๆ ต่อไปนี้

                                    -  ทิศตะวันตกจดคธของอินเดียโบราณ

                                    -  ทิศเหนือจดธิเบตแหล่งกำเนิดของชาวพม่า

                                    -  ทิศใต้จดกัมพูชา ดินแดนที่ราชินีสมรสกับนายวาณิชชาวอินเดีย

                                    -  ตะวันออกเฉียงใต้จดยาวซูซึ่งต่อมาคือโตคินและอันนัม

                                    -  ตะวันตกเฉียงใต้จดพม่า

                                    -  ทิศเหนือและออกเฉียงเหนือจดเสฉวนและกังสีของจีน

 

                                    พระยาประชากิจกรจักรได้สรุปงานเขียนของมองซิเออร์เทอเรียนที่เกี่ยวกับอาณาจักรอ้ายลาวดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนบรรจุข้อมูลนี้ลงในหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจประวัติศาสตร์ได้ชัดเจนขึ้น

 

ข้ออ้างอิงจากพงศาดารกัมพูชา

 

                                    พงศาดารกัมพูชาได้กล่าวถึงลาวไว้หลายตอน ผู้เขียนได้สรุปบางตอน เพื่อประโยชน์ของผู้อ่านไว้ดังต่อไปนี้

                                    1. ส่วนที่เกี่ยวกับแขวงจำปาสัก

                                                ครั้งหนึ่งกษัตริย์เผ่าจามพระองค์หนึ่ง อัศชัยราชา พร้อมข้าราชบริพารประมาณ 500 คนได้เล่นเรือสู่ทะเลใหญ่แต่พายุได้พัดเรือแตกนอกดินแดนแห่งหนึ่งที่เรียกว่า ภูเขาดงรักพระองค์พร้อมข้าราชบริพารเลยต้องตั้งถิ่นฐานที่เกาะมันใกล้ภูเขาดงรัก

                                                เวลาผ่านไป (พงศาวดารไม่ได้ระบุว่านานเท่าใด)หลายชั่วคนจนกระทั่งกษัตริย์จามพระองค์หนึ่งถูกพระทองเจ้าราชวงศ์เขมรขับออกจากเมืองไปยังจำปาสักในอาณาเขตลาวซึ่งเรียกว่าศรีสัตนาคนหุต (ข้อมูลจากพงศาวดารเขมรที่แปลเป็นภาษาไทย)

                                    2.  ส่วนที่เกี่ยวกับชานแดนทางใต้ของลาว

                                                ปีมะโรง พ.ศ. 600 พระเจ้าเทพอัศจรรย์แห่งราชวงศ์เขมรสิ้นพระชนม์ พระโอรสพระนามว่า เกตุมาลาขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์กัมพูชา พระองค์ได้ให้มีการสำรวจอาณาเขตของอาณาจักรของพระองค์ จากการสำรวจระบุไว้ดังต่อไปนี้

                                                -  ทิศตะวันออกจดทะเลบาติน

                                                -  ทิศใต้จดชายฝั่งทะเล

                                                -  ทิศตะวันตกจดจีน แขวงปราจีน ทางตะวันตกของปราจีนเป็นดินแดน              

                                         ของสยาม

-          ทิศเหนือจดภูเขาดงรัก  ใช้เวลาเดินทาง 15 วัน จะถึงสะตุงสะนาม  

      (แม่น้ำสนามชัย)  ทางใต้เป็นดินแดนกัมพูชา ทางเหนือเป็นดินแดน 

      ลาว (อ้างอิงจากพงศาวดารกัมพูชา)

                                                จากการศึกษาเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับลาว จีน และกัมพูชาระหว่างปี พ.ศ. 590 –พ.ศ.600 ในพงศาวดารจีนโบราณ งานเขียนของมองซิเออร์เทอเรียน ที่เกี่ยวกับอาณาจักรอ้ายลาว และในพงศาวดารกัมพูชา จะมีความสอดคล้องกัน สรุปได้ความดังต่อไปนี้

                                                พงศาวดารจีนโบราณกล่าวว่า ในปี ค.ศ.47 (พ.ศ.590) กษัตริย์อ้ายลาวพระนามว่าหูลี่ได้นำกองทัพโจมตีลูเชียงชึ่งเป็นดินแดนของจีน

                                                งานเขียนของมองซิเออร์เทอเรียนระบุในปี ค.ศ.47 (พ.ศ.590) กองทัพจีนได้เข้ามารุกรานดินแดนของใต้หลายแห่ง ในปี ค.ศ.50 (พ.ศ.593) กษัตริย์อ้ายลาวนามว่า เหี้ยนลี่ ได้ยอมถวายเครื่องบรรณาการแก่อาณาจักรจีน

                                                พงศาวดารกัมพูชาระบุว่า ระหว่าง ค.ศ.50 – 60 (พ.ศ.593- พ.ศ.633) อาณาเขตทางตอนเหนือของกัมพูชาหรือเขมรนั้นจดภูเขาดงรัก (ระหว่างตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและภาคเหนือของกัมพูชาในปัจจุบัน) ทางเหนือของภูเขาดงรักเป็นดินแดนของลาว ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ชาวลาวตั้งถิ่นฐานอย่างมั่นคงบนที่ราบสูงโคราชมาเป็นเวลานานก่อนคริสตการแล้ว

                                                หลักฐานเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ดินแดนลุ่มแม่โขงตอนบนและล่างโดยเฉพาะที่ราบสูงเชียงขวงและที่ราบสูงโคราชนั้นเป็นดินแดนของลาวมาเป็นเวลาพัน ๆ ปี

                                                ประวัติศาสตร์จีนกล่าวว่า ราชวงศ์ฮั่นของจีน (206 ก่อน ค.ศ.ถึง ค.ศ.220 หรือ พ.ศ.763)  ได้ขยายอาณาเขตไปทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ในปี ค.ศ.47 (พ.ศ.590) ได้ยึดครองดินแดนอ้ายลาว กษัตริย์อ้ายลาวหลายพระองค์ได้ต่อสู่กับกองทัพจีนเพื่อยึดดินแดนลูเชียง (ของชนเผ่าลื้อ) ที่อยู่ภายใต้การอำนาจจีนในขณะนั้น ต่อมากองทัพลาวถูกโจมจีนอย่างหนักจนต้องยอมสงบศึกโดยยอมถวายเครื่องบรรณาการให้แก่จีนในปี ค.ศ.50  (พ.ศ.593)

                                                ปลายราชวงศ์ฮั่นในปี ค.ศ.220  (พ.ศ.763)  เกิดสงครามขึ้นในอาณาจักรจีน  ลาวจึงประกาศความเป็นไทจากจีน เสริมสร้างตนเองให้เข้มแข็งและขยายดินแดนตนเองออกไปดังระบุในงานเขียนของมองซิเออร์เทอเรียน

                                                600 – 700 ปีต่อมา ขอมหรือเขมรโบราณ (โดยกษัตริย์เขมรที่มีบรรพบุรุษมาจากอินเดีย)ได้รุกรานและยึดครองดินแดนทางใต้ของอ้ายลาวระหว่าง ค.ศ.950 – 1250 (พ.ศ.1493-1793)

                                                หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่าชาวลาวโบราณนั้นเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานและครอบครองบริเวณที่เป็นเขียงขวงและที่ราบสูงโคราชมาเป็นเวลานานแล้ว ตั้งแต่ยุคที่มนุษย์อาศัยอยู่ตามถ้ำชะโง่นผาบริเวณภูเลยในหัวพาน และเทือกเขาหินปูนในกาสี-วังเวียง และภูพนังในแขวงเวียงจันท์ และฝั่งขวาของแม่น้ำโขงทางอุดรธานีของไทย บริเวณเหล่านี้มีการค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากสำริดอายุประมาณ 5,600 ปี เก่าแก่กว่าที่พบในจีนและอินเดีย (ที่มีอายุประมาณ 2,000 ปี)10

                                                สังคมมนุษย์วิวัฒนาการไปตามกาลเวลา จากการอยู่ตามถ้ำมาตั้งที่อยู่ตามที่ราบและเลี้ยงชีพโดยการเพาะปลูกในที่แห้งแล้ง มาสู่การเลี้ยง ตั้งบ้านเรือน สร้างชุมชนโดยมีผู้นำชุมชนปกครอง ต่อมาพัฒนาจากชุมชนเล็กสู่เมือง สู่นครรัฐ โดยมีระบบกษัตริย์ปกครอง  เป็นดังนี้ตลอดทั้งภูมิภาคลุ่มแม่โขง

                                                ปัจจุบันมีหลักฐานมากมายที่บ่งถึงความตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในภูมิภาคนี้ ได้แก่ไหหินในทุ่งไหหินบนที่ราบสูงเชียงขวง เครื่องปั้นดินเผาและเครื่องมือเครื่องใช้สำริดที่พบที่บ้านเชียงจังหวัดอุดรธานีและโนนนกทา จังหวัดขอนแก่น ถ้ำลายมือที่กาฬสินธุ์และรอยประทับฝ่ามือที่ภูพระบาทในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและอื่น ๆ อีก นี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ชาวลาวตั้งถิ่นฐานครอบครองดินแดนนี้ก่อนที่มอญและเขมรจะรุกรานเข้ามา

                                                ชุมชนลาวโบราณตั้งอยู่บริเวณนี้จนกระทั่งจีนรุกรานเข้ามาครอบครองเขตแดนทางเหนือของอ้ายลาว มอญเข้ามายึดครองทางตะวันตก ส่วนขอมนั้นยึดครองภาคใต้ของลาวบริเวนที่ราบสูงโคราชเป็นเวลานานกว่า 300 ปี

                                                ขอมปกครองอาณาเขตของลาวที่ยึดครองด้วยระบบรวมศูนย์อำนาจ ต่อมาเมื่อขอมอ่อนแอลงและถูกผลักดันออกไปจากอาณาเขตแล้ว ลาวในแต่ละนครรัฐประเทศความเป็นไทจากขอมและปกครองตนเองด้วยระบบกษัตริย์  ต่อมาในปีในปี ค.ศ.1353 (พ.ศ.1896) เจ้าฟ้างุ้มได้รวบรวมนครรัฐต่างๆ เข้าเป็นอาณาจักรเดียวกันเรียกว่าอาณาจักรลานช้างแห่งลาว

การสำรวจเพื่อการอนุรักษ์มรดกทุ่งไหหิน

                                    ไหหินเป็นประดิษฐ์กรรมของมนุษย์ที่น่าพิศวง นับเป็นมรดกอันทรงคุณค่าของชาวลาวและของโลก  คนโบราณสร้างไหหินเหล่านี้สร้างด้วยความอดทน พากเพียร ศรัทธา และความเชื่อที่ถ่ายทอดจากชนรุ่นหนึ่งสู้รุ่นหนึ่งรุ่นแล้วรุ่นเล่า

                                    ไหหินบางใบหนักไม่น้อยกว่า 15 ตัน (15,000 กิโลกรัม) คนในยุคกว่า 3,000 ปีที่แล้วขนย้ายไหหินที่หนักแสนหนักเหล่านี้มาไว้ที่ทุ่งไหหินได้อย่างไร

                                    นี่ยังคงเป็นความลับที่รอให้เราศึกษาค้นคว้าเพื่อทราบประวัติความเป็นมา และเพื่อสร้างจิตสำนึกในการรักษามรดกที่น่าพิศวงของชาวลาวและชาวโลกไว้ตลอดไป

                                    องค์การยูเนสโกเห็นความสำคัญของไหหินบนบนที่ราบสูงเชียงของ จึงได้ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในการสำรวจไหหินและวัตถุโบราณอื่น ๆ ที่พบบนทราบสูงเชียงขวงที่เราเรียกรวมๆว่า ทุ่งไหหิน

                                    การสำรวจนี้มีเพื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทุ่งไหหิน เช่นจำนวนแหล่งที่พบไหหิน ลักษณะของไหหิน วิธีและการจัดการอนุรักษ์ไหหิน การป้องกันและชะลอการสึกกร่อนของไหเหล่านี้  การป้องกันการลักขโมยและทำลายไห รวมถึงการขึ้นทะเบียนไหหินนี้เป็นมรดกของโลก โครงการสำรวจทุ่งไหหินเริ่มเมื่อปี พ.ศ.2541 แบ่งโครงการเป็นระยะ ดังต่อไปนี้

 

โครงการระยะที่ 1 (พ.ศ.2541 – พ.ศ. 2543)

                                    โครงการระยะที่ 1 เป็นระยะเตรียมตัวเพื่อสำรวจภาคสนาม โดยการจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือที่จำเป็นในการสำรวจรวมถึงการจัดทำแผนที่ทางภูมิศาสตร์ของทุ่งไหหินโดยใช้ระยะจีไอเอส การสำรวจแหล่งที่ยังมีทุ่นระเบิดจากสงครามอินโดจีนหลงเหลืออยู่ รวมถึงการสำรวจหาเครื่องไม้เครื่องมือโบราณและโบราณสถานบริเวณทุ่งไหหิน เพื่อขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานสากล

 

โครงการระยะที่ 2  (พ.ศ. 2543 – 2545)

                                    โครงการระยะที่ 2 เป็นระยะสำรวจภาคสนามเพื่อรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อขึ้นทะเบียนศิลปวัตถุทุกอย่างที่พบในบริเวณ รวมถึงบันทึกลักษณะของไหหินจากข้อมูลจากระยะที่ 1 

                                    กิจกรรมที่สำคัญอื่นๆในโครงการระยะที่ 2 นี้คือ การฝึกอบรมยกระดับความรู้ความสามารถทางการสำรวจของเจ้าหน้าที่สำรวจซึ่งรวมถึงการสำรวจแหล่งที่ระเบิดยังฝังอยู่ และวิธีการป้องกันและชะลอการสึกกร่อนและการกระทำที่เป็นอันตรายคุกคามต่อมรดกวัฒนธรรมเหล่านี้

                                    กิจกรรมอื่นโครงการระยะที่ 2 ประกอบด้วย

                                    -  กู้ระเบิดทั้งหมดในทุ่งไหหิน

                                    -  ศึกษาทางธรณีวิทยาของทุ่งไหหิน

                                    -  ศึกษาเทคนิคการสร้างไหหิน และลักษณะของไหหิน

                                    -  พัฒนาทุ่งไหหินให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

โครงการระยะที่  3  (พ.ศ.2545 – 2546)

                                    โครงการระยะที่ 3นี้เป็นระยะการจัดทำแผนปฏิบัติงานและรายงานเพื่อเสนอองค์การยูเนสโก  เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนทุ่งไหหินเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลกต่อไป  ระยะนี้เป็นระยะที่สำนักงานวัฒนธรรมของแขวงเชียงขวง คณะกรรมการยูเนสโกแห่งชาติของลาว  ยูเนสโกในเอเชีย – แปซิฟิก ร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อเตรียมเอกสารที่จำเป็นและแผนการจัดการอนุรักษ์ทุ่งไหหิน เพื่อรองรับการจดทะเบียนทุ่งไหหินเป็นแหล่งมรดกโลก

 

สรุปข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับไหหิน

                                    การสำรวจทุ่งไหหินเริ่มต้น โดยนางมดเลน โคลานิ  นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาสำรวจไหหินที่ราบสูงเชียงขวงระหว่าง พ.ศ. 2473 – 2483  จากนั้นกรมพิพิธภัณฑ์และโบราณคดีแห่งลาวก็จัดทีมสำรวจที่นำโดย ดร.ทองสา  ไชยวงศ์คำดีในช่วงปีแรกๆของทศวรรษระหว่างพ.ศ. 2533- – 2543) จากนั้นก็เป็นการสำรวจดังที่ได้บรรยายข้างต้นของหนังสือนี้  การสำรวจพอจะสรุปเป็นสังเขปดังต่อไปนี้

                                    ไหหินที่พบบนที่ราบสูงเชียงขวงสูงซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,000 เมตร พบได้เป็นกลุ่มมากกว่า 60 กลุ่ม ไหบางใบสูงกว่า 3 เมตร

                                    ที่ราบสูงของทุ่งไหหินเป็นแหล่งอารยธรรมของมนุษยชาติมาเป็นเวลานาน เป็นเส้นทางการค้าระหว่างจีนและอินเดียในสมัยโบราณ เครื่องมือเครื่องใช้ของมนุษย์ที่พบในบริเวณนี้มีอายุประมาณ 4,000 ปี บางชิ้นมีอายุระหว่าง 1,200 – 1,500 ปี เครื่องมือเหล่านี้เป็นหลักฐานแสดงว่า ชุมชนในที่ราบสูงเชียงขวงมีความสัมพันธ์กับชุมชนในที่ราบสูงโคราช เนื่องจากโบราณวัตถุที่พบกัน 2 แหล่งนี้มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เช่นไหหินในทุ่งไหหินอายุประมาณ 2,500 – 3,000 ปี เครื่องปั้นดินเผาที่ค้นพบที่บ้านเชียงอุดรธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยมีอายุประมาณ 3,000 – 3,500 ปี